organiclogo slogan


 

THAI PREMIUM ORGANIC TEA

"ชาหรือ "ชาเขียว" ล้วนมีต้นกำเนิดมาจากประเทศจีนกว่า 4,000 ปีมาแล้ว กล่าวคือเมื่อ 2,737 ปีก่อนคริสต์ศักราช 
ชาได้ถูกค้นพบโดยจักรพรรดินามว่า
 "เสินหนง" ซึ่งเป็นบัณฑิต และนักสมุนไพร ผู้รักความสะอาดเป็นอย่างมาก
ดื่มเฉพาะน้ำต้มสุกเท่านั้น วันหนึ่งขณะที่
"เสินหนง" กำลังพักผ่อนอยู่ใต้ต้นชาในป่า และกำลังต้มน้ำอยู่นั้น ปรากฏว่า
ลมได้โบกกิ่งไม้ เป็นเหตุให้ใบชาร่วงหล่นลงในน้ำซึ่งใกล้เดือดพอดี เมื่อเขาลองดื่มก็เกิดความรู้สึกกระปรี้กระเปร่า
ขึ้นมาก ทำให้ชาถูกพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ

ชาได้ถูกพัฒนาขึ้นในช่วงศตวรรษต่างๆดังนี้ 

ช่วงศตวรรษที่ 3 : ชาใช้เป็นยา และเป็นเครื่องบำรุงกำลังที่ได้รับความนิยมมาก ชาวบ้านก็เริ่มหันมาปลูกชากันและ
พัฒนาขั้นตอนการผลิตมาเรื่อยๆ

ช่วงศตวรรษที่ 4 และ 5 : ชาในประเทศจีนได้รับความนิยมมากขึ้น และได้ผลิตชาในรูปของการอัดเป็นแผ่นคือ
การนำใบชามานึ่งก่อน แล้วจึงนำมา กระแทก โดยในสมัยนี้ได้มีการนำน้ำชามาถวายเป็นของขวัญแด่พระจักรพรรดิ

สมัยราชวงศ์ถัง (ค.ศ. 618 - 906) : ถือเป็นยุคทองของชา ชาไม่ได้ใช้ดื่มเพื่อเป็นยาบำรุงกำลังเท่านั้น แต่มีการดื่มเป็น
ประจำทุกวัน ถือเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ

สมัยราชวงศ์ซ้อง (ค.ศ. 960 - 1279) : มีการเติมเครื่องเทศลงในชาเพื่อเพิ่มรสบางๆ เช่น น้ำมันจากดอกมะลิ ดอกบัว 
และดอกเบญจมาศ

สมัยราชวงศ์หมิง (ค.ศ. 1368 - 1644) : สมัยนั้นกระบวนการผลิตชาได้พัฒนาขึ้นไปอีก ไม่อัดเป็นแผ่น แต่มีการรวบรวม
ใบชา นำมานึ่ง และอบแห้ง ซึ่งจะเก็บได้ไม่ดีนัก สูญเสียกลิ่นได้ง่าย และรสชาติไม่ดี ในช่วงศตวรรษที่ 17 มีการค้าขาย
กับชาวยุโรป จึงมีการพัฒนาการผลิตเพื่อจะรักษาคุณภาพชาให้นานขึ้น โดยได้คิดค้นกระบวนการที่เรียกว่า "การหมัก"
เมื่อหมักแล้วก็จะนำไปอบ ซึ่งเป็นที่มาของชาอูหลง และชาดำ โดยในประเทศจีนมีการแต่งกลิ่นด้วยกลิ่นดอกไม้

ด้วยรสชาติและสรรพคุณของชาและชาเขียวที่ใช้เป็นยาได้ คนส่วนใหญ่จึงนิยมบริโภคชา และความนิยมนี้
ได้แพร่หลายไปทั่วประเทศจีนและประเทศอื่นๆในโลกในเวลาต่อมา

สำหรับประวัติของชาเขียวในประเทศญี่ปุ่นนั้น แรกเริ่มชาเขียวได้ถูกนำมาจากประเทศจีน และได้รับการพัฒนามาอย่าง
ต่อเนื่อง มีการปลูกชาเขียวกันอย่างกว้างขวางทั้งในประเทศญี่ปุ่นและประเทศอื่นๆในโลกรวมถึงประเทศไทยด้วย แม้ว่า
ชาเขียวจะเป็นหนึ่งในเครื่องดื่มที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในประเทศญี่ปุ่นก็ตาม แต่ครั้งหนึ่งในอดีตชาเขียวถูกจัด
ว่าเป็นสินค้าที่มีค่ามาก ดังนั้นผู้ที่สามารถบริโภคชาเขียวได้จะมีเพียงบางกลุ่มในสังคมเท่านั้น เช่น พระสงฆ์และขุนนาง
ที่สามารถซื้อหาชาเขียวและได้รับความสุขในการบริโภค  

ต่อมาความพยายามของพระสงฆ์ในศาสนาพุทธนิกายเซน ท่านหนึ่งนามว่า"Eisai"ได้นำ"ชาผงมัชชะ" จากประเทศจีน
เข้ามาเผยแพร่ในฐานะ ยารักษาโรคทำให้คนทั่วไปเริ่มรู้จักชาเขียวเสมือนหนึ่งเป็นปฐมบทแห่งการเริ่มต้นของการลิ้มรส
ชาเขียวอย่างแท้จริง

ในช่วงต้นศตวรรษที่ 9 :  นักเขียนชาวจีนนามว่า "Lu Yu" ได้เขียนบทความเกี่ยวกับใบชา การเพาะปลูกชา ซึ่งงานเขียน
และวิถีชีวิตของ
Lu Yu ได้รับอิทธิพลอย่างมากจากศาสนาพุทธโดยเฉพาะโรงเรียนสอนศาสนาซึ่งความคิดของเขามี
อิทธิพลอย่างมากในการพัฒนาพิธีชงชาแบบญี่ปุ่นในเวลาต่อมา
 

ดังนั้นอาจกล่าวได้ว่าการดื่มชาจึงเป็นวัฒนธรรมของประเทศจีนที่ถูกเผยแพร่เข้ามาในญี่ปุ่น โดยพระสงฆ์เป็นผู้มีบทบาท
สำคัญ

ประมาณปลายศตวรรษที่ 12 : เกิดรูปแบบใหม่ของการดื่มชาที่เรียกว่า "tencha" (点茶) โดยการวางชาผงไว้ในชาม
จากนั้นจึงเทน้ำร้อนลงในชาม และใช้ไม่ไผ่สำหรับชงชา ตีผสมชาผงกับน้ำร้อนให้เข้ากัน ซึ่งเป็นวิธีการที่ถูกนำติดตัวมา
โดย
Eisai และพระญี่ปุ่นรูปอื่นๆที่กลับมาจากประเทศจีน พร้อมทั้งได้นำเมล็ดชากลับมายังประเทศญี่ปุ่น ซึ่งต่อมาประเทศ
ญี่ปุ่นก็ได้พัฒนารูปแบบการผลิตชาจนกลายเป็นแหล่งผลิตชาที่มีคุณภาพยอดเยี่ยมอีกที่หนึ่งของโลก


ศตวรรษที่ 13-14 :
พระในวัดเซนได้กำหนดแบบแผนการดื่มชาขึ้นมา แบบแผนงานดื่มชาในวัดเซนแพร่หลายออกไปใน
หมู่นักรบและขุนนาง จนกลายมาเป็นต้นแบบของพิธีชงชาโดยมีการพัฒนาและถูกปฏิบัติสืบเนื่องต่อมา จนเกิดวิวัฒนาการ
เป็นความงดงามทางวัฒนธรรมอย่างหนึ่งของประเทศญี่ปุ่น  ด้วยรูปแบบที่ทำให้รู้สึกสงบแต่แฝงไว้ด้วยความหมายอัน
ลึกซึ้งที่มาพร้อมกับรสชาติละมุนของชาคือลักษณะความอ่อนน้อมถ่อมตน ยับยั้งชั่งใจ
เรียบง่าย ลึกซึ้ง อ่อนโยน และความ
สมดุลอันสวยงามของสิ่งรอบตัว
ในสมัยนี้ นักรบและขุนนางตลอดจนพ่อค้าชาวเมืองที่ร่ำรวยนิยมจัดงานดื่มชาในงานเลี้ยง
สังสรรค์ ซึ่งมักนำศิลปวัตถุหรูหราโอ่อ่าของจีนมาประดับประดากัน

ศตวรรษที่ 15-16 : ได้มีการพัฒนาแบบแผนพิธีชงชาที่เรียกว่า "วะบิชะ" ขึ้นมาโดยเน้นความงามแบบเรียบง่ายและการ
สร้างความผูกพันทางใจเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันระหว่างเจ้าภาพกับแขก พิธีชงชาแบบวะบิชะนี้ได้สืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน
ในฐานะศิลปะแห่งการดื่มชาญี่ปุ่น ซึ่งแฝงปรัชญาแห่งชีวิต และฉายให้เห็นความงามในจิตใจ จากนั้นเป็นต้นมาการดื่มชา
ได้แพร่กระจายไปทุกระดับของสังคมในประเทศญี่ปุ่น  ทำให้ชาเขียวหยั่งรากลึกในสังคมญี่ปุ่นสืบมาแม้กระทั้งในปัจจุบัน
ก็เป็นอีกครั้งที่ชาเขียวได้รับความสนใจอย่างมากในฐานะของเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพที่ให้ประโยชน์แก่ร่างกาย

(เรียบเรียงข้อมูลจาก http://th.wikipedia.org)

More than 30 years of experience, we always have had plenty of time to invent and improve new peoducts until now, Thai Tea has become grower, manufactured and distributed variety of
high quality organic tea. Chiangrai province praise us as "Pilot Organic Tea Plantation". We instruct knowledge and technique of growing organic tea for tea farmer to reinforce continue in
their earning. Our laboratory has been set up to prevent and control the standard quality of raw material to complete the purchasing process. Currently, we are proud to offer 15 kinds of
quality tea grown on our fine tea garden of over 560 acres. Our choice seedling are nurtured with the best care by Organic Fertilizer which we have developed ourselves by the use of organic
fertilizer and high quality materials with the aim of removing all toxic and chemical contamination during the tea growing period. Consequently the Department of Agriculture grants Thai Tea
the "Organic Thailand agriculture standards certification" as a warranty of proof that our tea is an organic product. All attention mainly provides for Thai Tea 's consumer gain more benefit
from quality tea and also feel health safety. Only the three top youngest leaves (the healthiest most nourishing part) will be picked for our careful production process. Quality, Taste, Fragrance
and Freshness are the hallmark of our production. We apply the most up-to-date manufacturing process with Halal and GMP standard instruments and mechanics to ensure the best quality tea.
Various styles of Tea making pot are also available. Furthermore, we offer all value customers to order by telephone or E-mail and worldwide delivery service. Suwirun Suwirun Suwirun